เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ของทุกปี เป็น ‘วันแมวโลก’ (World Cat Day) ใครที่เป็นทาสแมวจะต้องทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ วันแมวโลก เป็นการเฉลิมฉลองให้กับเจ้าพวกแมวเหมียวทั้งหลาย และท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าประเทศไหนที่เคยมีหลักฐานว่าแมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่มาก่อน ติ๊กต๊อกกกกก เฉลย…นั้นก็คือประเทศอียิปต์นั้นเองค่ะ

กฏหมายในอียิปต์สมัยโบราณ
ในยุคสมัยก่อนนั้นสำหรับประเทศอียิปต์มีกฏหมายว่าถ้ามนุษย์คนไหนพลาดไปทำให้แมว เสียชีวิต โทษที่จะได้รับคือการประหารชีวิตสถานเดียว นี่เป็นกฏหมายที่ถูกบันทึกไว้เมื่อ 2,400 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งพวกนักอียิปต์วิทยาเชื่อกันว่ามันน่าจะเป็นกฏหมายที่มีมาก่อนหน้านั้นอีกด้วยซ้ำ แถมกฎหมายของอียิปต์โบราณมาตรานี้ ยังมีบันทึกโบราณเป็นกรณีศึกษาอยู่อีกด้วย

นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกคนนึงที่ชื่อ ดิโอดอรุส ซิคุลุส (Diodorus Siculus) บันทึกไว้ว่าเมื่อประมาณ 2,074 ปีที่แล้ว เขาอยู่ในเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งหนึ่งในอียิปต์ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มีชาวโรมันดวงตกคนหนึ่งพลาดไปทำให้แมวตาย ทำให้ชาวอียิปต์ทั้งหลายจะลากชาวโรมผู้นี้ไปประหารเสีย

แต่อียิปต์ช่วงนั้นปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี ซึ่งก็คือพวกโรมันนั่นแหละ ฟาโรห์ปโตเลมีที่ 12 ซึ่งแม้จะมีตำแหน่งเป็นฟาโรห์ แต่ก็สืบสายเลือดชาวโรมมาอย่างเต็มขั้น ก็เลยไม่ตัดสินประหารชาวโรมันคนนั้น แต่ถึงอย่างไรชาวโรมันผู้นั้น ก็ถูกชาวบ้านลากไปรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิต

เหตุผลที่แท้จริงของคดีที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นเพราะชาวอียิปต์เขารักแมว หรือเพราะหมั่นไส้ที่พวกโรมันมาทำกร่างในประเทศตัวเองอยู่นานก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้อมูลเกื่ยวเนื่องที่สำคัญก็คือ ชาวอียิปต์เป็นพวกลัทธิบูชาสัตว์ต่างๆ ซึ่งก็มีสัตว์ที่พวกเขานับถือกันหลายชนิดเลยทีเดียว โดยเฉพาะน้องแมวนั้นเองค่ะ

การนับถือแมว
ชาวอียิปต์นับถือสัตว์ในตระกูลแมว (Felines) เป็นเทพเจ้าตั้งแต่เมื่อ 5,000 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเทพีที่มีหัวเป็นแมวองค์นี้มีชื่อว่าบาสเต็ท (Bastet) โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม สงบนิ่ง และความสมดุลย์ และจะสวดบูชาเพื่อให้มันจัดการกับพยาธิ และขับไล่หรือจัดการกับงูพิษและแมงป่อง โดยทั่วไปแล้ว จะบูชากันในฐานะของเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นแม่ และผู้ปกป้องคุ้มภัย

ต่อมาในช่วงระยะตั้งไข่ของราชวงศ์ที่ 22 ของชาวไอยคุปต์โบราณ เมื่อประมาณเกือบๆ 3,000 ปีที่แล้ว ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์คือ ฟาโรห์โชเชงค์ที่ 1 (Shoshenq I) ก็ย้ายมหานครของพระองค์ไปอยู่ที่เมืองบูบาสติส (Bubastis) ซึ่งมีความหมายแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยว่า “บ้านของบาสเต็ท”

ในการนี้ฟาโรห์โชเชงค์ที่ 1 ก็เลยต้องทรงบูรณะ และต่อเติมวิหารกลางเมือง ซึ่งก็คือวิหารของเทพีบาสเต็ทนี่เอง ซึ่งผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์โลกอย่าง เฮโรโดตุส (Herodotus) เคยไปเยือนวิหารแห่งนี้เมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว และได้บันทึกไว้ว่า “วิหารแห่งนี้ใหญ่ไม่น้อยไปกว่าวิหารประจำเมืองอื่นๆ หรูหราไม่น้อยกว่าเมืองอื่นๆ แต่จับตาจับใจที่สุดในบรรดาวิหารต่างๆ ทั่วทั้งอียิปต์”

บันทึกเพิ่มเติม
เฮโรโดตุสได้บันทึกเพิ่มเติมเอาไว้ด้วยว่า ถ้าไฟไหม้บ้านชาวอียิปต์ สิ่งแรกที่พวกอียิปต์จะทำก็คือ คว้าแมวออกไปอยู่นอกรัศมีทำการของไฟ แล้วค่อยจัดการขนข้าวของหนีไฟกันทีหลัง แถมยังบอกไว้อีกว่า ถ้าแมวบ้านไหนตาย จะมีการไว้ทุกข์ให้แมวกันทั้งบ้าน ด้วยการโกนขนคิ้วให้หมดจนเกลี้ยงเกลาอีกต่างหาก

 แต่การเกิดเป็นน้องเหมียวในสมัยไอยคุปต์โบราณ ก็ใช่ว่าจะสบายดีเสมอไป เพราะแน่นอนว่าถ้าเจ้าของตาย แมวพวกนี้ก็ต้องตายตามเจ้าของด้วย ตัวอย่างมีอยู่ในสุสานของเจ้าชาย ตุสโมสิส (Tuthmosis) แห่งราวงศ์ที่ 18 ที่ทำมัมมี่แมวเก็บไว้ข้างๆ มัมมี่ของพระองค์เอง แถมยังมีการค้นพบหลุมฝังศพที่เต็มไปด้วยแมวที่ถูกเผา ทำขึ้นจากอิฐและดินเหนียวขนาดความจุ 20 เมตร ที่เมืองบูบาสติสนี่เอง แน่นอนว่าข้างในนั้นเต็มไปด้วยเศษกระดูกแมว

แต่นั่นยังไม่ใช่สุสานมัมมี่แมวที่ใหญ่ที่สุดในอารยธรรมอียิปต์โบราณ เพราะสุสานที่บริเวณชานเมือง เบนิ-ฮาซัน (Beni-Hasan) ซึ่งค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2431 ต่างหาก จึงจะนับว่าเป็นสุสานแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ดังจะเห็นได้จากบัญชีน้ำหนักมัมมี่แมวจากสุสานแห่งนี้ ที่ถูกบรรทุกลงเรือไปอังกฤษ ที่แจ้งไว้ว่าเฉพาะน้ำหนักมัมมี่แมวจากสุสานดังกล่าว ก็หนักถึง 19 ตันเลยทีเดียว

ตัวอย่างภาพมัมมี่แมว

พูดคุยกับ Sidedestiny
“ถ้าเราอยู่ในยุคสมัยของอียิปต์โบราณก็คงมีน้องแมวเดินเเพ่นพ่านอยู่เยอะแน่ๆ เลย ลืมบอก Sidedestiny ก็เป็นทาสน้องแมวเหมืยวเหมือนกันนะคะ”

Facebook Comments